กรุณาอย่านำฟิคนี้ไปโพสที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตินะคะ  

Title : Leaved and Arrived

Author : ++YuHankunG (gloomygirl_loveless@hotmail.com)

Fandom : คนรวมวิญญาณ

Pairing : มู่จื่อ x ต้วนหลิน

Rate : PG-13

Category : Drama  

              ….จริงๆฉันตั้งใจจะมาเอาหัวใจของนาย...เพราะคนมีชีวิตที่ตายไปแล้วอย่างฉัน..สิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือหัวใจซึ่งยังเต้นอยู่ของคนตายที่มีชีวิตอย่างนาย... มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้ฉันกลับไปเป็นคนโดนสมบูรณ์.....แต่ตอนนี้ฉันเลิกหวังแล้วล่ะ...                

 

                   คำพูดสุดท้ายก่อนตายของมู่จื่อยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขาเสมอ ราวกับจะบอกความนัยอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้พูดอีกต่อไป                

 

                 ..นายรู้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ...แต่นายก็ยังช่วยฉัน...เพราะอะไรงั้นหรือ.....         

                         ติ๊ก...ติ๊ก...เสียงของเข็มนาฬิกาดังก้องไปทั่วห้องเล็กที่แสนจะวังเวง ต้วนหลินค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆในความมืด                                  ...นอนไม่หลับ....ทั้งๆที่ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้วเนี่ยนะ... ชายหนุ่มคิดก่อนจะถอนหายใจอย่างปลงๆ ก่อนจะลุกขึ้นมาทำงานต่อ                

                หลายต่อหลายครั้งที่เขาต้องตื่นขึ้นมากลางดึกตลอดช่วงเวลาสี่เดือนที่ผ่านมานี่ ถึงแม้ว่าตอนเด็กจะเคยฝันร้ายหรือฝันบอกเหตุอะไรแปลกๆอยู่เสมอ จนกระทั่งมาพบกับ มู่จื่อฝันประหลาดเหล่านั้นถึงได้หายไปก็ตาม เพียงแต่หลายเดือนมานี้เขากลับฝันแบบเดียวกันซ้ำๆมาตลอด ฝันถึงใครบางคนที่จากไปไกลแสนไกล  ใบหน้าที่คุ้นเคยกับรอยยิ้มที่หาได้ยากบนนั้น ...นายต้องการบอกอะไรกับฉันกันแน่!~ 

 

         นิ้วผอมบางเหมือนคนไม่เคยทำงานหนักพรมลงบนแป้นคีย์บอร์ดช้าๆเป็นจังหวะ ประสานไปกับเสียงเสียงของเข็มนาฬิกาชวนให้บรรยากาศที่แสนเงียบเหงาภายในห้องสีหม่น  ตั้งแต่มู่จื่อตายไปเขาก็ลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพแปลหนังสือแทน ที่บอกกับใครต่อใครว่าเปลี่ยนมาทำอาชีพนี้เพราะอาชีพเดิมที่ทำอยู่มันได้เงินน้อยแถมยังต้องเดินทางไกล นั่นก็โกหก ที่ไม่ยอมย้ายออกไปไหน เพราะขี้เกียจยุ่งยาก นั่นก็โกหกอีก ไม่ว่าจะโกหกคนอื่นสักเท่าใด แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งเดียวที่เขาโกหกไม่ได้ก็คือใจตัวเอง ว่าที่ทำไปทั้งหมดนั้นเขาแอบหวังอยู่ลึกๆว่าสักวันหนึ่งมู่จื่อจะต้องกลับมา 

 

         ยิ่งผ่านไปมากเท่าใด ความหวังที่มีอยู่ก็เหลือน้อยเต็มที แต่ละวันที่ผ่านไปเหมือนกับเม็ดทรายในหลอดแก้วที่ค่อยๆร่วงหล่น ทั้งที่อยากจะคิดเหลือเกินว่าทั้งหมดเป็นเพียงแค่ฝันไป พอตื่นขึ้นมาเขาก็จะเจอกับรอยยิ้มกวนๆนั่น พร้อมกับคำทักทายเรียบตามนิสัย

 

               แต่ ความจริง ก็คือ ความจริง วันยังค่ำ ต่อให้พยายามหนีแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางหนี ความจริง ได้พ้นเด็ดขาด เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินที่จะอยู่ต่อไปบนโลกที่แสนจะบิดเบี้ยวใบนี้ อยากจะหนีไป จากความจริงอันแสนโห

ดร้ายที่ต้องพบเจออยู่ทุกวัน 

 

          ความจริงที่ว่า....มู่จื่อ....ตายไปแล้ว... 

 

          แม้ว่าเตียงชั้นล่างจะไม่มีใครนอนมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดจะเก็บของเหล่านั้นเข้าตู้เลยแม้แต่น้อย หนังสือยังคงกองอยู่บริเวณหัวนอนอย่างเดิม ที่คั่นหนังสือยังคงเสียบอยู่ราวกับรอการกลับมาของเจ้าของ ถึงทุกอย่างในที่นี้จะทำให้เขานึกถึงอดีตเพื่อนร่วมห้องมากเพียงใด แต่ชายหนุ่มก็ยังคงปล่อยสภาพห้องเอาไว้แบบนั้น .

 

               ....ถึงจะไม่ได้อยู่กับนายแล้วก็ตาม.....แต่แค่ภาพในความทรงจำที่มีด้วยกันที่นี่.....พระเจ้าคงไม่ใจร้ายมาก ถึงขนาดมาพรากมันไปจากฉันอีกนะ....ต้วนหลินคิดในใจ 

 

           ครืด...ครืด...เสียงสั่นของโทรศัพท์ปลุกชายหนุ่มออกจากภวังค์  พลางเหลือบสายตาไปมองนาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก 

 

           .....ตีสามสิบห้านาที...ใครมันจะโทรมาเอาเวลานี้กันนะ...ต้วนหลินคิดในใจอย่างหงุดหงิด...รึว่าจะเป็นหมอนั่น.....บ้าน่า..ต้วนหลิน..นี่นายคิดถึงมู่จื่อ ถึงขนาดเพ้อเจ้อไร้สาระแบบนี้ได้เลยเหรอเนี่ย...ชายหนุ่มสะบัดหัวเบาๆเพื่อไล่ความคิดไร้สาระออกไป ก็เวลาที่นาฬิกานั่นมันบอกน่ะสิพาลทำให้นึกถึงตอนที่ไปสอนที่โรงเรียนของอดีตเพื่อนร่วมห้องที่จะมีเรื่องแปลกๆซึ่งเกิดจากการกระทำของวิญญาณในช่วงเวลานี้ 

  

          “สวัสดีครับ นี่ต้วนหลินพูดสายครับต้วนหลินกรอกเสียงไปสายสายโทรศัพท์ ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ

 

                “ฮัลโหล.....นี่....มู่จื่อนั่นนายใช่รึเปล่า...ฮัลโหล.....” 

 

          ตี๊ด......สายหลุด!! อะไรกันอีกล่ะเนี่ย ...ต้วนหลินคิดในใจอย่างหัวเสีย 

 

          .........ทำไมกันนะ.....ทั้งๆที่โทรศัพท์ที่ในเวลาแบบนี้แถมยังเป็นเบอร์สาธารณะอีก จะคิดว่าเป็นพวกโรคจิตก็ไม่แปลก แต่เขาก็ยังกดรับ แถมทั้งที่ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงความอาลัยที่ส่งผ่านมา...... ถ้าเป็นนายทำไมถึงไม่พูดอะไรล่ะ.....แต่ถ้าไม่ใช่นาย...ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่านั่นคือนายล่ะ.... 

 

          กริ๊ก.....ต้วนหลินกดปุ่มปิดเครื่อง ก่อนจะเดินกลับไปนอนในที่ซึ่งไม่ใช่ของเขาแต่เป็นที่นอนของใครบางคน ก่อนจะหยิบหมอนมานอนกอดราวกับจะยึดเอาเป็นตัวแทนของเจ้าของของมัน

 

               เหนื่อยเหลือเกิน...กับชีวิตที่ดำเนินไปทุกวัน...คนตายที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างเขา ก็ยังคงมี สิ่งที่เรียกว่า หัวใจ ทำให้ยังคงมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ หัวใจ ที่ทำให้เขารู้สึกทรมานแล้วก็สับสนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ถ้าเลือกได้ เขาอยากจะให้อีกคนได้มันไปเพื่อกลายเป็นคนโดยสมบูรณ์เสียมากกว่า แต่มันก็เป็นได้แค่เพียงความคิดที่ไม่มีวันจะเป็นจริงได้อีกแล้ว 

 

          ร่างบางคู้ตัวราวกับลูกแมวที่ถูกทำร้ายพลางกอดหมอนใบนั้นเอาไว้เสียแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น น้ำตาที่ไหลออกมาได้ถูกหมอนใบนั้นซับเอาไป ราวกับจะปลอบประโลมแทนเจ้าของที่ไม่ได้อยู่ทำหน้าที่นี้ ต้วนหลินทำอย่างนี้ทุกครั้งที่นึกถึงมู่จื่อ กลิ่นอายจางๆทำให้เขาค่อยสงบลงอย่างช้าๆ 

 

          .....ตอนนี้นายไปอยู่ที่ไหนกันนะ....อยู่ที่โลกโน้น....วนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวฉัน....หรือว่าไปเกิดใหม่แล้วกันแน่..... 

 

         “แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหมล่ะ”  เสียงพึมพำเบาๆดุจเสียงกระซิบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในยามวิกาล  

 

TBC

  

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาอัพต่อเร็วๆนะคะ

ซึ้งมากกกกก

ไมมู่ไม่ยอมพูดกะต้วนอ้า

#1 By นุ่น (58.8.53.13) on 2009-11-03 18:32

อยากอ่านต่ออย่างแรง

#2 By Sakid on 2009-11-22 11:54